ส่องประวัตินักแข่งแรลลี่ไทย วรพจน์ บุญช่วยเหลือ

คนที่มีใจรักความเร็ว ชื่นชอบการขับขี่รถยนต์เชื่อเหลือเกินว่าความใฝ่ฝันอย่างหนึ่งก็คือต้องการที่จะเป็นนักแข่งรถมืออาชีพ เพราะนี่คือสิ่งที่ตอบสนองความต้องการของคนที่หลงใหลในความเร็วเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งทั่วโลกเองก็ยังให้การสนับสนุนการแข่งขันกีฬาประเภทนี้จำนวนมากสังเกตได้จากรายการแข่งขันแต่ละปีทั่วทังโลกมีการจัดการแข่งขันรถยนต์มากมายขึ้นอยู่กับว่านักแข่งเองจะเลือกลงแข่งในประเภทใด และหากถามว่าความสามารถในการแข่งขันรถยนต์หรือที่ทุกคนมักเรียกกันติดปากว่า แรลลี่ จำเป็นต้องมีทักษะ พรสวรรค์ หรือหน่วยก้านแบบไหนบ้าง จริงๆ แล้วทุกคน ทุกชนชาติบนโลกใบนี้สามารถเข้าแข่งขันได้ทั้งนั้น รวมไปถึงคนไทยของเราเองด้วย ซึ่งคนไทยที่ทำให้ทั่วโลกต้องจดจำในฐานะนักแข่งแรลลี่มือฉมังมีนามว่า วรพจน์ บุญช่วยเหลือ

รู้จักกับ วรพจน์ บุญช่วยเหลือ สุดยอดนักแข่งแรลลี่ของไทย

วรพจน์ บุญช่วยเหลือ หรือที่คนในวงการมักยกย่องในนามว่า “ป๋าเดช” เกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2501 เป็นชาวจังหวัดระยอง เข้าสู่วงการนักขับจากความนิยมชมชอบในกีฬาความเร็วนั่นทำให้ “ป๋าเดช” สนใจในกีฬาประเภทนี้เป็นอย่างมากและเริ่มที่จะหันเหมาลงแข่งจากนั้นก็พยายามใช้ความสามารถของตนเองบวกกับการขยันที่จะฝึกซ้อมทักษะต่างๆ อยู่บ่อยครั้งในการลงแข่งขันสนามต่างๆ จนกลายเป็นแชมป์มาแล้วหลายรายการ โดยรายการล่าสุดที่เจ้าตัวสามารถคว้าแชมป์มาได้ 3 ปีซ้อน ก็คือ แชมป์ออสเตรเลีย เซี่ยน ซาฟารี ในปี 2012, 2013 และ 2014 ขณะเดียวกันเมื่อมีฝีมือในการขับขี่มากก็ทำให้กลายเป็นอาจารย์สอนแข่งรถที่มีลูกศิษย์ลูกหานับถือในวงการมากมายด้วยเช่นเดียวกัน

การจากไปของ “ป๋าเดช”

แต่แล้วในขณะที่เจ้าตัวกำลังรุ่งเรืองอย่างสุดๆ กลับกลายเป็นว่าชื่อของ วรพจน์ บุญช่วยเหลือ คงเหลือไว้แต่เพียงตำนานเมื่อเขาพร้อมกับครอบครัวประกอบไปด้วยภรรยาและลูกสาวเสียชีวิตจากอุบัติเหตุโดยเหตุการณ์ก็คือในขณะที่รถของ “ป๋าเดช” กำลังจอดรอคิวเพื่อเข้าด่านตรวจปกติอยู่ดีๆ ก็มีรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์ทอง ขับมาด้วยความเร็วสูงพุ่งชนเข้าที่ท้ายรถของ วรพจน์ บุญช่วยเหลือ ทำให้รถเกิดการกระแทกแล้วชนต่อไปอีกหลายคัน รถของ วรพจน์ บุญช่วยเหลือ เกิดถังน้ำมันแตกก่อนจะเกิดประกายไฟลุกไหม้แล้วลามมาอย่างรวดเร็วคลอกผู้โดยสารในรถทั้ง 3 คน เสียชีวิต ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆ ที่วงการแข่งรถของไทยต้องสูญเสียคนที่มีฝีมือแบบนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับคงเหลือเอาไว้เพียงชื่อให้คนรุ่นหลังได้จารึกกันต่อไป